โจรสลัดของไซปรัสทำให้มันเป็นอนาคตที่ดีกว่า

เดินตามรอยเท้าของผู้อื่นก่อน เพื่อสร้างอนาคต

การตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ท่ามกลางภาวะวิกฤตทางการเงินของประเทศไซปรัส

ไซปรัส ดินแดนที่เราเคยได้ยินชื่อเสียงมาหลากหลาย ทั้งสงครามกลางเมืองระหว่างสองเชื้อชาติศาสนา ดินแดนแห่งอารยธรรมอันเก่าแก่และงดงาม สวรรค์แห่งการลงทุน เพราะดินแดนแห่งนี้มีนโยบายภาครัฐที่เก็บภาษีกับผู้มาลงทุนที่อยู่ในอัตราต่ำกว่าที่อื่น แต่แล้วอยู่ ๆ ขณะเป็นกำลังไปได้สวยก็เกิดวิกฤตขึ้นโดยมีข่าวว่าประเทศไซปรัสจะล้มละลายพร้อมทั้งยื่นกู้ไอเอ็มเอฟเป็นจำนวนถึง 1 หมื่นล้านยูโร

ท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั่วโลกกับภาวะย่ำแย่ของประเทศไซปรัส เพราะเดิมทีนั้นประเทศแห่งนี้ถูกมองว่าเป็นประเทศที่เศรษฐกิจกำลังไปได้สวยเนื่องจากมีทำเลที่ตั้งที่เหมาะเจาะ อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลที่เก็บภาษีแก่ผู้มาลงทุนในอัตราที่ต่ำ ทั้งยังเป็นประเทศที่มีแหล่งแร่ธาตุ และทรัพยากรทางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ แต่ก็เพราะนโยบายของรัฐบาลนี่แหละที่เปิดช่องโหว่ให้เกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจนี้ขึ้น นักลงทุนจากต่างชาติต่างก็แห่มาลงทุนและฝากเงินกับธนาคารของไซปรัสจำนวนมาก โดยเฉพาะเงินที่มีที่มาโดยไม่สุจริตหรือที่เรา ๆ เรียกกันว่า ฟอกเงิน นั่นแหละ ซึ่งส่วนมากลูกค้ารายใหญ่ที่สำคัญของไซปรัสก็มาจากประเทศรัสเซีย ประเทศที่ขึ้นชื่อเกี่ยวกับการทุจริตในอันดับต้น ๆ ของโลก รายได้จากการเงินการธนาคารเป็นรายได้หลักของประเทศโดยมีขนาดใหญ่ประมาณ 8 เท่าของธุรกิจทั้งหมดในไซปรัสเลยทีเดียว จุดพลาดก็คือธนาคารแห่งไซปรัสได้นำเงินไปปล่อยกู้ให้กับบริษัททั้งภายในและภายนอกประเทศรายใหญ่ แต่ขณะเกิดภาวะสงครามกลางเมือง บริษัทเหล่านั้นก็ได้รับผลกระทบและล้มละลายไปด้วย ช่วงนั้นก็อยู่ในช่วงเศรษฐกิจโลกย่ำแย่พอดี เคราะห์ซ้ำกรรมซัดทั้งลูกค้าภายในและภายนอกประเทศต่างก็ล้มละลายและเบี้ยวการจ่ายให้กับทางธนาคารไซปรัส ภาระหนักจึงตกอยู่ที่ไซปรัสโดยก็ตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่เกือบล้มละลายเช่นเดียวกัน

ไซปรัสหาทางออกโดยหันไปกู้ไอเอ็มเอฟ ไอเอ็มเอฟยืนยันให้กู้แต่ก็ยื่นข้อแลกเปลี่ยนสุดหิน โดยให้ทางธนาคารไซปรัสเก็บภาษีดอกเบี้ยเพิ่มจากประชาชนอย่างสุดโหด เป็นมาตรการรัดเข็มขัดที่มุ่งไปที่ประชาชนจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระให้รัฐบาลได้มากขึ้น เมื่อมีกระแสข่าวนี้จึงก่อให้เกิดความปั่นป่วนภายในประเทศเป็นอย่างมาก ประชาชนต่างแห่กันไปถอนเงินเพราะเกรงว่าจะต้องจ่ายภาษีเป็นจำนวนมาก และถึงขั้นเกิดจลาจลเลยทีเดียวเมื่อรัฐบาลจะมารีดเลือดกับปูในภาวะที่เศรษฐกิจในประเทศตกต่ำขนาดนี้ ดังนั้น ไซปรัสจึงต้องหันเหหาทางออกอื่นเพื่อรับมือกับภาวะฉุกเฉินทางการเงินในขณะนี้ และพระเอกขี่ม้าขาวที่ไซปรัสหวังพึ่งพิงนั่นก็คือ ประเทศรัสเซีย

รัสเซียนั้นถือเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของไซปรัสเลยทีเดียวเพราะมีเงินฝากอยู่ในไซปรัสราว 30 เปอร์เซ็นต์ ไซปรัสได้เจรจาขอขยายเวลาชำระหนี้จากเดิมทีกำหนดไว้ในปี 2016 ให้ยืดไปอีก 5 ปีพร้อมทั้งขอลดดอกเบี้ย และขอกู้เงินเพิ่มอีก 5,000 ล้านยูโร ซึ่งทางรัสเซียก็ยอมแต่โดยดี การยอมแต่โดยดีของรัสเซียนั้นแลกกับข้อแลกเปลี่ยนที่คุ้มแสนคุ้มที่ดูเหมือนรัสเซียมีแต่วินกับวิน นั่นก็คือ การที่รัสเซียมีสิทธิ์เข้ามาลงทุนบริเวณแหล่งทรัพยากรและก๊าซธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งเปิดพื้นที่ให้เป็นฐานทัพเครื่องบินรบและนิวเคลียร์อีกด้วย

เส้นทางนี้อาจจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับสองประเทศ ซึ่งถึงแม้ว่าไซปรัสจะค่อนข้างเสียเปรียบแต่ก็ต้องยอม ส่วนกลุ่มประเทศยุโรปและสหประชาชาติกลับกังวลใจเป็นอย่างมาก เพราะหากรัสเซียได้เข้าไปยึดครองไซปรัสแล้วย่อมจะไม่หยุดอยู่แค่นั้นแน่ ก็ต้องคอยจับตาดูกันต่อไปว่าทางออกทางนี้จะพาไซปรัสขึ้นสวรรค์หรือลงนรกกันแน่


Proudly powered by Wordpress