โจรสลัดของไซปรัสทำให้มันเป็นอนาคตที่ดีกว่า

เดินตามรอยเท้าของผู้อื่นก่อน เพื่อสร้างอนาคต

จุดชนวนวิกฤติการของไซปรัสรอยร้าวเล็ก ๆ ในยูโรโซน

หากจะว่ากันตามความจริงแล้ว ประเทศไซปรัสเป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ ที่เป็นสมาชิกอยู่ในกลุ่มยูโรโซนมีประชากรทั้งประเทศเพียงแค่ 1 ล้านคนเศษเท่านั้น หากเทียบกับยุโรปทั้งทวีปแล้วก็น่าจะเรียกได้ว่ากลุ่มคนเพียง 1 ล้านกว่าคนไม่น่าจะมีอิทธิพลหรือน้ำหนักใด ๆ มากพอเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรและขนาดขพื้นที่ของกลุ่มยูโรทั้งหมด แต่ว่ากลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย เพราะไซปรัสมีความสำคัญมากกว่าที่คนทั่วไปจะมองเห็นมากนัก เมื่อเกิดวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจขึ้นในไซปรัสจึงสะเทือนไปถึงกลุ่มประเทศยูโรทั้งหมด

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2555 และ 2556 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มยูโรหลายประเทศเกิดวิกฤต จนแทบจะเรียกได้ว่าล้มละลายทางเศรษฐกิจกันในลักษณะโดมิโน ทั้งประเทศสเปน โปรตุเกต ไอส์แลนด์ และกรีซ มาจนถึงไซปรัสซึ่งนับเป็นประเทศที่ 5 ที่เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่พังครืนลงมา ประเทศเล็ก ๆ ที่เศรษฐกิจวิกฤตแต่สะเทือนไปทั่วทั้งยุโรปสาเหตุก็มาจากพื้นฐานความเป็นมาของเศรษฐกิจของไซปรัสเอง ไซปรัสเป็นประเทศที่ถูกกล่าวขานกันว่าเป็น “สวรรค์ของนักลงทุน และ แหล่งฟอกเงินของเหล่าเศรษฐี” เศรษฐีจากทั่วทุกมุมโลกจะนำเงินของตนมาฝากไว้กับธนาคารของไซปรัส เพราะ นโยบายการเก็บภาษีเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำมาก ทำให้ไซปรัสนับว่ามีเศรษฐกิจที่มั่งคั่งจนเป็น 8 เท่าของขนาดเศรษฐกิจรวมของประเทศ แต่ด้วยความที่เป็นประเทศเล็ก ๆ ทั้งการส่งออกนำเข้าการลงทุนในภาคธนาคารรัฐได้ผูกติดอยู่กับประเทศที่ใหญ่กว่าอย่างกรีซ เมื่อประเทศกรีซเกิดวิกฤตทางการเงินอย่างหนัก และ พังครืนลงก็ไม่แปลกที่ไซปรัสจะเป็นโดมิโนตัวต่อมาที่ล้มลงตาม แต่เงื่อนไขที่นำไปสู่ชนวนรอยร้าวเล็ก ๆ ในยูโรโซนก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่าไซปรัสและรัสเซียซึ่งเป็นประเทศที่อยู่นอกกลุ่มประเทศยูโร แต่ก็ถือเป็นหอกข้างแคร่ที่จ้องจะตะครุบไซปรัส และ ยูโรบางส่วนเมื่อเผลอ ด้วยคนรัสเซียจพำนวนมากก็มีการลงทุนการเงินในไซปรัสและไซปรัสก็พึ่งพาในเรื่องการเงินรัสเซียมาเรื่อย ๆ เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นไซปรัสหันหน้าเข้าหาสหภาพยุโรป หรือ อียูเพื่อขอกู้เงินมาจักการกับวิกฤตครั้งนี้ อียูยอมให้กู้แต่มีเงื่อนไขในการรัดเข็มขัด และ เพิ่มภาษีเงินฝากที่ชาวไซปรัสไม่พอใจและเกิดการประท้วงขึ้น ทำให้รัฐบาลไซปรัสหันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากรัสเซียโดยเสนอเงื่อนไขที่อียูต้องสั่นคลอนและเป็รอยร้าว นั่นคือให้รัสเซียมีกรรมสิทธิ์ในการจัดการกับทรัพยากรนอกชายฝั่งของไซปรัส ซึ่งตรงนี้อียูเห็นว่ารัสเซียจะเข้ามาคุกคามและมีบทบาททางเศรษฐกิจในกลุ่มยูโร ถือเป็นการก้าวก่ายและได้ประโยชน์จากกลุ่มประเทศซึ่งยูโรวิตกมาก แต่เหตุการณ์ก็ผ่านไปได้เมื่อยูโรบีบให้ไซปรัสรับเงื่อนไขการกู้เงินจากอียูได้สำเร็จ

ในปัจจุบันเมื่อผ่านมาเพียงไม่กี่ปี ไซปรัสสามารถปลดหนี้ก้อนโตจากอียูได้อย่างรวดเร็วและกำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยอียูก็ให้รางวัลด้วยขนมก้อนใหญ่ คือ เงินกู้สนับสนุนการฟื้นฟูประเทศ เป็นการสมานรอยร้าวของกลุ่มประเทศยูโรนั่นเอง


Proudly powered by Wordpress