โจรสลัดของไซปรัสทำให้มันเป็นอนาคตที่ดีกว่า

เดินตามรอยเท้าของผู้อื่นก่อน เพื่อสร้างอนาคต

ปัญหาต่างๆของประเทศไซปรัสตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ประเทศไซปรัสอาจเป็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นชินสำหรับคนในบ้านเราสักเท่าไหร่นัก แต่ถ้าหากเป็นคนที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับต่างประเทศอยู่บ่อยๆ ก็น่าจะพอรู้จักชื่อเสียงของประเทศนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย เพราะจริงๆ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นประเทศที่ใหญ่โตอะไร ไม่ได้มีจุดเด่นอะไรที่โลกต้องพูดถึงกันมากนักในด้านของความสำเร็จ แต่สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ควรต้องใส่ใจหรือเอาไว้เป็นกรณีศึกษาอย่างมากสำหรับประเทศนี้ก็คือเรื่องของปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ไม่น่าเชื่อว่าประเทศแห่งนี้นับตั้งแต่ได้รับเอกราชให้ปกครองตนเองมาจนถึงปัจจุบันจะยังคงมีปัญหากันมายาวนานต่อเนื่องหลายสิบปีชนิดที่องค์กรต่างๆ ทั่วโลกก็ยังคงพยายามหาทางแก้ให้กับประเทศนี้อยู่ตลอด ทำความรู้จักกับประเทศไซปรัส ไซปรัสเป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นเกาะขนาดใหญ่อันดับที่ 3 ในบริเวณแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศตุรกีและทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศกรีซ พื้นที่ในประเทศมีราว 9,251 ตารางกิโลเมตร หรือหากเทียบกับประเทศไทยก็จะเล็กกว่าจังหวัดนครสวรรค์เล็กน้อย ได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการจากสหราชอาณาจักรเมื่อปี พ.ศ. 2503 ประชากรภายในประเทศมีอยู่ประมาณ 1.13 ล้านคน โดยแบ่งเป็นคนที่มีเชื้อสายกรีซโดยตรงประมาณ 77% เป็นเชื้อสายตุรกี 18% ที่มักอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ปัญหาต่างๆ ในประเทศไซปรัส อย่างที่กล่าวเอาไว้ในตอนต้นว่าตั้งแต่ที่ประเทศนี้ถูกประกาศให้เป็นอิสรภาพก่อตั้งขึ้นเป็นประเทศก็ยังไม่เคยเกิดความสงบอย่างจริงจังขึ้นในประเทศเลยแม้แต่ครั้งเดียว โดยหากไล่เรื่องราวปัญหาต่างๆ ภายในประเทศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็สามารถที่จะไล่เรียงได้ตามลำดับดังต่อไปนี้ พ.ศ. 2498 ตั้งแต่ที่ยังไม่ได้ถูกประกาศให้เป็นเอกราชด้วยซ้ำชาวไซปรัสที่มีเชื้อสายกรีซก็เริ่มทำการรวมชาติ หลังจากที่กรีซเองก็เริ่มมีการดันสงครามกองโจรเพื่อเป็นการต่อต้านการยึดอำนาจของสหราชอาณาจักรในขณะนั้น พ.ศ. 2503 เมื่อสหราชอาณาจักรได้ตัดสินใจคืนอำนาจให้กับไซปรัสจนมีการประกาศเอกราช นี่ถือเป็นจุดเริ่มของปัญหาความวุ่นวายต่างๆ อย่างแท้จริงเมื่อมีการแบ่งอำนาจต่างๆ เกิดขึ้น ระหว่างคนที่เป็นเชื้อสายกรีซที่เป็นประชากรส่วนใหญ่กับคนที่เป็นเชื้อสายตุรกีที่เป็นประชากรส่วนน้อย พ.ศ. 2506-2507 เกิดความรุนแรงขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไซปรัส พ.ศ. 2517 ชาวไซปรัสเชื้อสายกรีซกับเชื้อสายตุรกีได้แยกออกจากกันด้วยเขตกันชนที่เรียกว่า บัฟเฟอร์โซน รวมถึงประธานาธิบดีอาร์กบิช็อป มาการิออส […]

มนต์เสน่ห์แห่งไซปรัสที่นักท่องเที่ยวควรไปเยือน

ถึงแม้ว่าทั่วโลกจะได้ยินชื่อเสียงของสาธารณรัฐไซปรัสในเชิงความวุ่นวายจากสงครามภายในที่ดำเนินมาตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก็ยังมีการกระทบกระทั่งกันอยู่เนือง ๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เมืองที่เป็นหมู่เกาะอันมีความยิ่งใหญ่เป็นอันดับสามของแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแห่งนี้ มีมนต์ขลังและมีเสน่ห์ความสวยงามที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมกันอย่างไม่ขาดสาย วันนี้ เราจะพาไปเปิดโลกแห่งไซปรัสโดยการพาไปรู้จักสองเมืองหลักอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของไซปรัสกัน นั่นก็คือเมืองนิโคเซีย และเมืองไคเรเนีย เมืองนิโคเซีย เมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไซปรัสและเป็นเมืองหลวงด้วย ทำเลทิวทัศน์นั้นก็มีความงดงามลงตัวเพราะตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเพดิออส ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีระยะทางยาวที่สุดในสาธารณรัฐไซปรัส อีกทั้งเป็นเมืองที่มีความเก่าแก่จึงมีสิ่งปลูกสร้างโดยรอบเมืองทั้งพระราชวัง วิหาร โบสถ์ และอีกหลากหลายสิ่งปลูกสร้างที่ได้ถ่ายทอดประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประเพณีของชาวไซปรัสแต่ครั้งอดีตได้อย่างงดงามลงตัว ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมที่นักท่องเที่ยวจะพลาดไม่ได้เลยนั่นก็คือ กำแพงเมืองเก่าเวนิทเชี่ยน ที่สร้างขึ้นในราวปี 1567 โดยจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการโจมตีจากข้าศึกนั่นก็คือชาวออตโต้มันในขณะนั้น หรือปัจจุบันก็คือชาวตุรกีนั่นเอง นอกจากความมั่นคงและแข็งแกร่งแล้วยังมีความงดงามทางสถาปัตยกรรมแฝงอยู่ด้วย ไม่ไกลจากกำแพงเมืองคุณจะพบกับอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพที่เป็นสัญลักษณ์การเป็นได้รับเอกราชคืนจากสหราชอาณาจักร และสำหรับผู้ที่นิยมชมชอบในการช็อปปิ้งคุณไม่ควรพลาดถนนเลดร้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่มีสินค้าสวยงามหลากหลาย และสามารถไปพิพิธภัณฑ์เลเวนติโอซึ่งจัดแสดงเกี่ยวกับโบราณคดีของไซปรัสไว้ให้เยี่ยมชมอีกด้วย และสุดท้ายที่ไม่ควรพลาดก็คืออารมไคค์คอส ที่มีสถาปัตยกรรมอันงดงามอันมีชื่อเสียง อีกเมืองหนึ่งที่พลาดไม่ได้สำหรับนักท่องเที่ยวคือ เมืองไคเรเนีย เป็นเมืองชายฝั่งที่ตั้งอยู่ทางเหนือของสาธารณรัฐไซปรัสที่มีความเก่าแก่กว่า 6,000 ปี เมืองแห่งนี้เป็นเมืองท่าที่ผู้คนประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก สลับกับทิวเขาเบสพามาค จึงกลายเป็นทัศนียภาพอันงดงามลงตัวระหว่างทิวเขากับทะเล หลังจากนั้นให้คุณมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกแล้วจะได้พบกันปราสาทที่งดงามและเก่าแก่ชื่อว่า ปราสาทไคเรเนีย ที่สมัยโบราณถูกสร้างให้เป็นป้อมปราการป้องกันเมืองจากข้าศึกที่มีสถาปัตยกรรมอันงดงาม ซึ่งปัจจุบันภายในปราสาทแห่งนี้ได้แบ่งส่วนให้เป็นพิพิธภัณฑ์เรือแตก ที่แสดงซากเรือสินค้าเก่าแก่ในศตวรรษที่ 4 ไว้ด้วย จากนั้นให้มุ่งหน้าสู่โบสถ์เบลลาพาอิส ที่เป็นโบสถ์เก่าแก่ถูกสร้างขึ้นราวปี 1198 โดยปัจจุบันแม้จะเหลือเพียงซากปรักหักพังที่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงความงดงามและมีเสน่ห์ไว้มากทีเดียว นอกจากนั้นยังมีปราสาทอีกหลายแห่งที่รออวดความงดงาม ทั้งยังกิจกรรมอื่น ๆ ริมทะเลไว้บริการอีกด้วย […]

การตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ท่ามกลางภาวะวิกฤตทางการเงินของประเทศไซปรัส

ไซปรัส ดินแดนที่เราเคยได้ยินชื่อเสียงมาหลากหลาย ทั้งสงครามกลางเมืองระหว่างสองเชื้อชาติศาสนา ดินแดนแห่งอารยธรรมอันเก่าแก่และงดงาม สวรรค์แห่งการลงทุน เพราะดินแดนแห่งนี้มีนโยบายภาครัฐที่เก็บภาษีกับผู้มาลงทุนที่อยู่ในอัตราต่ำกว่าที่อื่น แต่แล้วอยู่ ๆ ขณะเป็นกำลังไปได้สวยก็เกิดวิกฤตขึ้นโดยมีข่าวว่าประเทศไซปรัสจะล้มละลายพร้อมทั้งยื่นกู้ไอเอ็มเอฟเป็นจำนวนถึง 1 หมื่นล้านยูโร ท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั่วโลกกับภาวะย่ำแย่ของประเทศไซปรัส เพราะเดิมทีนั้นประเทศแห่งนี้ถูกมองว่าเป็นประเทศที่เศรษฐกิจกำลังไปได้สวยเนื่องจากมีทำเลที่ตั้งที่เหมาะเจาะ อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลที่เก็บภาษีแก่ผู้มาลงทุนในอัตราที่ต่ำ ทั้งยังเป็นประเทศที่มีแหล่งแร่ธาตุ และทรัพยากรทางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ แต่ก็เพราะนโยบายของรัฐบาลนี่แหละที่เปิดช่องโหว่ให้เกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจนี้ขึ้น นักลงทุนจากต่างชาติต่างก็แห่มาลงทุนและฝากเงินกับธนาคารของไซปรัสจำนวนมาก โดยเฉพาะเงินที่มีที่มาโดยไม่สุจริตหรือที่เรา ๆ เรียกกันว่า ฟอกเงิน นั่นแหละ ซึ่งส่วนมากลูกค้ารายใหญ่ที่สำคัญของไซปรัสก็มาจากประเทศรัสเซีย ประเทศที่ขึ้นชื่อเกี่ยวกับการทุจริตในอันดับต้น ๆ ของโลก รายได้จากการเงินการธนาคารเป็นรายได้หลักของประเทศโดยมีขนาดใหญ่ประมาณ 8 เท่าของธุรกิจทั้งหมดในไซปรัสเลยทีเดียว จุดพลาดก็คือธนาคารแห่งไซปรัสได้นำเงินไปปล่อยกู้ให้กับบริษัททั้งภายในและภายนอกประเทศรายใหญ่ แต่ขณะเกิดภาวะสงครามกลางเมือง บริษัทเหล่านั้นก็ได้รับผลกระทบและล้มละลายไปด้วย ช่วงนั้นก็อยู่ในช่วงเศรษฐกิจโลกย่ำแย่พอดี เคราะห์ซ้ำกรรมซัดทั้งลูกค้าภายในและภายนอกประเทศต่างก็ล้มละลายและเบี้ยวการจ่ายให้กับทางธนาคารไซปรัส ภาระหนักจึงตกอยู่ที่ไซปรัสโดยก็ตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่เกือบล้มละลายเช่นเดียวกัน ไซปรัสหาทางออกโดยหันไปกู้ไอเอ็มเอฟ ไอเอ็มเอฟยืนยันให้กู้แต่ก็ยื่นข้อแลกเปลี่ยนสุดหิน โดยให้ทางธนาคารไซปรัสเก็บภาษีดอกเบี้ยเพิ่มจากประชาชนอย่างสุดโหด เป็นมาตรการรัดเข็มขัดที่มุ่งไปที่ประชาชนจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระให้รัฐบาลได้มากขึ้น เมื่อมีกระแสข่าวนี้จึงก่อให้เกิดความปั่นป่วนภายในประเทศเป็นอย่างมาก ประชาชนต่างแห่กันไปถอนเงินเพราะเกรงว่าจะต้องจ่ายภาษีเป็นจำนวนมาก และถึงขั้นเกิดจลาจลเลยทีเดียวเมื่อรัฐบาลจะมารีดเลือดกับปูในภาวะที่เศรษฐกิจในประเทศตกต่ำขนาดนี้ ดังนั้น ไซปรัสจึงต้องหันเหหาทางออกอื่นเพื่อรับมือกับภาวะฉุกเฉินทางการเงินในขณะนี้ และพระเอกขี่ม้าขาวที่ไซปรัสหวังพึ่งพิงนั่นก็คือ ประเทศรัสเซีย รัสเซียนั้นถือเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของไซปรัสเลยทีเดียวเพราะมีเงินฝากอยู่ในไซปรัสราว 30 เปอร์เซ็นต์ ไซปรัสได้เจรจาขอขยายเวลาชำระหนี้จากเดิมทีกำหนดไว้ในปี 2016 ให้ยืดไปอีก 5 ปีพร้อมทั้งขอลดดอกเบี้ย […]

นโยบายบริหารประเทศของไซปรัสในยุคฟ้าหลังฝน

สาธารณรัฐไซปรัส หรือที่เราคุ้นเคยกันในนาม เกาะไซปรัส หนึ่งในหมู่เกาะที่สวยงามและใหญ่เป็นอันดับสามแห่งแถบเมดิเตอร์เรเนียน โดยหลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมาทั้งสงครามกลางเมือง ทั้งวิกฤตทางเศรษฐกิจ วันนี้ ไซปรัสกำลังก้าวเข้าสู่การฟื้นฟูประเทศอีกครั้ง โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายนิโคส์ อะนาสตาเซียเดส ประธานาธิบดีประจำสาธารณรัฐไซปรัสได้เผยถึงนโยบายในการบริหารประเทศว่า ยังคงเน้นย้ำและมีความพยายามที่จะหาวิธีแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศระหว่างไซปรัสตุรกีและไซปรัสกรีซให้สมานฉันท์กันให้ได้ และจะพยายามผลักดันให้ชาวไซปรัสตุรกีได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับชาวไซปรัสกรีซในทุกด้าน เพราะสถานการณ์ตอนนี้นั้นไซปรัสตุรกี หรือสาธารณรัฐตุรกีแห่งไซปรัสเหนือนั้นไม่เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศสืบเนื่องมาจากการแบ่งแยกดินแดนอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้มีปฏิสัมพันธุ์อยู่กับแค่ประเทศตุรกีเท่านั้น จึงทำให้รัฐนี้มีความล้าหลังในทุก ๆ ด้าน และถึงแม้ว่าสาธารณรัฐไซปรัสเองจะได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกสหภาพยุโรปแล้ว และได้รับสิทธิประโยชน์ในหลายด้านเช่นเดียวกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ แต่ไซปรัสตุรกีก็ยังเป็นข้อยกเว้นอยู่ดี ดังนั้น รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะผลักดันในจุดนี้ให้ประชาชนไซปรัสไม่ว่าจะเชื้อชาติใดก็ตามได้รับสิทธิประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน ส่วนนโยบายทางเศรษฐกิจนั้น นายนิโคส์ อะนาสตาเซียเดส กล่าวว่ายังคงจะบริหารโดยใช้หลักการเดิมในการดึดดูดนักธุรกิจเข้ามาลงทุนในประเทศเช่นเคย คือ ยกเว้นหรือลดอัตราภาษีในการเข้ามาลงทุนในประเทศ แต่จะรอบคอบรัดกุมยิ่งกว่าเดิมสืบเนื่องมาจากที่เคยประสบภาวะวิกฤติทางการเงินถึงกับเกือบล้มละลายมาแล้ว นอกจากนั้นรัฐบาลยังมีมาตรการจูงใจในการลดดอกเบี้ยสำหรับการลงทุนธุรกิจใหม่ เพื่อดึงดูดให้นักธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาลงทุนมากขึ้นหลังจากที่ขาดความมั่นใจจากภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจดังกล่าวข้างต้น จนมีการถอนการลงทุนออกจากไซปรัสไปเป็นจำนวนมาก โดยนโยบายใหม่ครั้งนี้ รัฐบาลจะใช้มาตรการจูงใจทางภาษีเข้ามาเป็นแรงดึงดูด เช่น การงดเว้นภาษีจากเงินปันผล การงดเว้นภาษีจากผลกำไรสำหรับนักธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไซปรัส เป็นต้ นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันอุตสาหกรรมด้านแร่ธาตุและทรัพยากรธรรมชาติที่ไซปรัสมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ โดยเปิดให้ต่างประเทศอย่างรัสเซียสามารถเข้ามาลงทุน เป็นการสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศได้อีกทางหนึ่ง และยังมีการผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจในทุกด้าน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับประเทศเพราะตั้งอยู่ทำเลที่ดี มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม มีการสนับสนุนธุรกิจทางด้านการท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย โดยมีมาตรการที่จะปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยวให้มีความดึงดูดใจมากขึ้น และจะมีการผลักดันให้ไซปรัสเป็นดินแดนแห่งคาสิโนชั้นนำอีกด้วย

Proudly powered by Wordpress